ว่ากันด้วยเรื่องของพิซซ่า
September 17th, 2005
ถ้ามีใครมาบอกเราว่าพิซซ่าที่ไหนๆก็เหมือนกัน เราไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด หลังจากอยู่อเมริกามาห้าปี เราพูดได้เต็มปากว่าพิซซ่าที่นั่นไม่ได้เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นปาป้าจอนส์หรือพิซซ่าฮัทที่นู่น สู้พิซซ่าที่เมืองไทยไม่ได้อยู่แล้ว นั่นเป็นสิ่งที่เราคิดจนมาถึงเมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่แล้ว ตอนนั้นไปทานที่พิซซ่าคอมปานี อยากจะแอบบอกว่ามันไม่อร่อยเลย มีขอบนู่นขอบนี่ที่ใช้ไส้กรอกที่ไม่อร่อย ทำให้รสชาติเสียหมด วิงส์ก็จืดชืดอีกต่างหาก ตอนนั้นผิดหวังมากเพราะได้เที่ยวไปป่าวประกาศไว้ว่าพิซซ่าบ้านเราอร่อยกว่า นี่ขนาดไปกินที่ร้าน เรายังจำได้ว่าสมัยก่อน ตอนที่มันเพิ่งแยกมาจากพิซซ่าฮัท มันยังอร่อยอยู่เลย เมื่อวานกลับมาบ้านไม่มีอะไรทาน เราก็เลยลองเสี่ยงสั่งพิซซ่าดู คราวนี้ลองจากพิซซ่าฮัทบ้าง สั่งมีทซูพรีม วิงส์บาร์บีคิว กับเบรดสติ๊กมา ก็คิดอยู่เหมือนกันว่ามันเยอะ แต่ก็ยังอยากลองอยู่ดี ปรากฎว่าออกมาอร่อย เหมือนกับแต่ก่อนไม่มีผิด เลยได้มาลองคิดดูว่าไอ้ที่คอมปานีมันไม่อร่อยเนี่ย คงเป็นเพราะมันมั่วเกินไป ขอบก็ใส่อะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด แป้งก็ไม่อร่อย ส่วนที่หน้าพิซซ่าก็ไม่ค่อยมีซอสมะเขือเทศ (tomatoes sauce) สักเท่าไหร่ทำให้มันจืด ก็เป็นอันสรุปได้ว่าชีวิตนี้คงจะไม่ไปกินมันอีก ส่วนเรื่องวิงส์นี้คงต้องยกนิ้วให้ว่าที่อเมริกาอร่อยกว่ามาก คนของเค้าทานกันบ่อยมากโดยเฉพาะเวลาสังสรรค์หรือทานกับเบียร์ แต่ที่เรายังไม่เข้าใจจนบัดนี้ก็คือที่บางคนเค้าทานพิซซ่าหน้าชีสกัน คือไม่มีอะไรเลย ทานเข้าไปได้ไงก็ไม่รู้ เราว่ามันไม่มีรสชาติ
เอาเถอะนานาจิตตังนะ เราไม่ได้มีเจตนาที่จะโฆษนาอะไรหรอก (เงินก็ไม่ได้นี่) ก็แค่อยากจะมาคุยถึงเรื่องอาหารนิดๆหน่อยๆ ให้น้ำลายมันไหลเล่น
ไว้เจอกันในคราวต่อไป
เรื่องเกี่ยวกับฟัน
September 15th, 2005
วันนี้เราไปหาหมอฟันมา เป็นครั้งที่ห้าในรอบเดือน ครั้งแรกไปขูดหินปูนกับไปดูฟันซี่ที่อุดไว้แล้วหลุด ปรากฎว่าต้องรักษารากฟัน เลยต้องนัดหมออีกคนรักษารากวันถัดมา รักษารากไปอีกสามครั้ง สำหรับคนที่ไม่เคยรักษารากแต่อาจจะต้องไปรักษา ก็อยากจะบอกว่าไม่ต้องกลัวเจ็บหรอกครับ หมอเค้าจะใส่ยาชาไปเยอะมาก มากจนความรู้สึกหายไปครึ่งปาก ฉีดยาชาไปสี่ห้าครั้งเห็นจะได้ หลังจากรักษาราก หมอก็ส่งเรามาทำครอบฟัน เข้าไปหมอก็อธิบายว่าจะทำอะไรบ้าง เค้าก็บอกว่าต้องปักหมุด แล้วก็ใส่ที่ครอบฟัน ต้องนัดทั้งหมดอีกสามครั้ง ครั้งแรกปักหมุด แล้วหมอก็บอกว่าไอ้หมุดเนี่ยมันสี่พันบาท เราก็โอเค หมอก็พูดต่อว่าที่ครอบฟันก็จะแพงหน่อย ประมาณหมื่นสี่พันกว่าบาท เราก็แปลงเป็นดอลลาร์แล้วก็บอกตกลง พอแต่งฟันไปได้ซักพัก หมอบอกว่าฟันที่อยู่ข้างๆสองซี่ผุตรงซอกฟัน ต้องไปอุดก่อนที่จะนัดครอบครั้งต่อไป เราก็ต้องโอเคอยู่แล้ว จะทำไงได้ล่ะ สรุปแล้วกลับมาเมืองไทยครั้งนี้จะต้องหาหมอฟันถึงแปดครั้ง หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือโดนหมอฟันเงินไปแปดรอบ ลองคิดดูคร่าวๆก็ประมาณ
ขูดหินปูน ทำความสะอาด X-ray - พันกว่าๆ
รักษาราก - สองพันกว่าๆ x 2 + สี่พัน = เก้าพันกว่าๆ
ครอบฟัน - สองหมื่น + ค่าหมอ = สองหมื่นห้ามั้ง
อุดอีกสองซี่ - คงประมาณ สองพัน
รวมแล้วก็คงประมาณสี่หมื่นบาท
|
ครั้งนี้เราก็เลยจ่ายเงินเองทั้งๆที่คุณแม่ให้เงินมา ตอนนี้เราก็ทำงานหาเงินได้แล้ว แถมที่ผุก็ยังเป็นเพราะเราทำตัวเองอีก
เราลองคุยกับเพื่อนเราที่อเมริกาดู เค้าบอกว่าเค้าจ่ายไปพันสามร้อยเหรียญเพื่อที่จะทำเหมือนกันเนี่ย เรารองคิดดูแล้วก็ไม่ค่อยจะต่างกันเท่าไหร่เลย โดยเฉพาะถ้าเทียบกับค่าครองชีพและความแตกต่างของเงินเดือนแล้ว ค่าฟันที่ไนี่ก็ค่อนข้างแพงเลยที่เดียว ลองมาคิดดู ถ้าคนที่ไม่มีเงินจะทำอย่างไรดีล่ะ นี่คงจะเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม ลองนึกดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าอะไรๆแพงขึ้น (ในส่วนของปัจจัยสี่) จนคนจนๆไม่สามารถที่จะมีเงินจ่ายได้ เมื่อเวลานั้นมาถึง คงมีคนลึกขึ้นมาต่อต้าน ขโมยข้าวของ จนอาจจะถึงจลาจลเลยก็ได้
มันจะเกิดหรือไม่ก็เราไม่รู้หรอก ถ้าคนถูกกดดันมากจนทนไม่ไหว อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ ที่เขียนนี่ก็ไม่ได้คิดที่จะล่อเป้า แต่อยากให้เก็บไปคิดดู คิดแล้วจะทำอะไรต่อก็แล้วแต่นะครับ ถ้าใครมีอำนาจก็อาจจะลองแก้ไขให้มันดีขึ้นก็ได้ คนไทยเหมือนกัน ก็ช่วยกันนะครับ
จนกว่าจะได้ขีดๆเขียนๆใหม่
โทรศัพท์แปลกๆ
September 15th, 2005
คิดว่าคงมีใครหลายคนที่ได้รับโทรศัพท์แปลกๆ วันนี้เราก็ได้มาหนึ่งสายเหมือนกัน เช้านี้มีคนโทรมาจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก เราก็กดรับไป
เรา: สวัสดีครับ
เขา: ไม่ทราบว่าที่นี่ที่ไหนครับ
เรา: จะเรียนสายใครครับ
เขา: ที่นั่นที่ไหนครับ
เรา: ไม่ทราบว่าจะเรียนสายใครครับ
นั่นแหละ กลับไปกลับมาอยู่ 6-7 รอบได้ จนเราทนไม่ไหวก็เลยวาง เหตุผลที่เราไม่บอกว่าที่ไหนก็เพราะเราไม่รู้ว่าเค้าต้องการอะไร เค้าอาจจะโทรมาเพื่อเก็บชื่อเราแล้วเอาเบอร์ไปขาย (พวกขายของตามโทรศัพท์) หรือเอาไปทำอะไรอย่างอื่น โดยปกติแล้วถ้าคนที่โทรมาไม่แน่ใจว่ากดถูกเบอร์ เค้าก็น่าที่จะตอบได้ว่าต้องการจะโทรไปไหน หรือต้องการจะพูดกับใคร แต่นี่ถามไปกี่รอบก็ไม่ตอบ อาจจะเป็นพวกโรคจิตก็ได้ เดี๋ยวนี้สังคมยิ่งเลวลงอยู่ทุกวันด้วย
อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง…
ไปล่ะ
อีกวันหนึ่ง
September 13th, 2005
วันนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย ตื่นเช้าก็ไปฝังเข็ม เสร็จแล้วก็กลับบ้าน ตอนขับรถไปก็มีเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อย เราอยู่พระรามสามวิ่งไปทางสะพานกรุงเทพ ตอนนั้นก็เร่งกำลังได้ที่เลย เพราะเพิ่งจะพ้นที่ก่อสร้างสะพานข้ามแยก (อะไรก็ไม่รู้) มาหมาดๆ ถนนตรงนั้นเป็น 4 + 1 เลน คือมีเลนธรรมดาสี่เลน อีกหนึ่งเลนมีสำหรับกลับรถ อยู่ๆก็มีรถตักดินวิ่งข้ามจากเลนซ้ายสุดมาเข้าเลนที่เราอยู่ ตัดมาทีเดียวสามเลน เราก็เบรกซะตัวโก่งเพราะรถตักดินมันช้ามาก แล้วแทนที่มันจะไปต่อเลนกลับรถ มันกลับมาอยู่ในเลนเราไม่รู้เพื่ออะไร มันมาทีเดียวสามเลนแล้วดันไม่ไปต่อทั้งๆที่มันก็จะกลับรถน่ะแหละ ยังดีอยู่ที่เลนซ้ายเราไม่มีรถ เลยหลบไปได้อย่างฉิวเฉียด รอดตายไปได้อีกหนึ่งวัน
วันนี้เจอเพื่อนบน MSN เลยบอกมันว่าเราเขียนบล๊อกแล้ว มันก็เป็นบ้าไปเลย หัวเราะอยู่คนเดียว บอกไม่เชื่อว่าคนอย่างเราจะเขียน ไม่รู้เป็นอะไรกันนักกันหนา สงสัยกรรมจะตามสนองที่ไปว่าคนอื่นไว้ ลืมบอกไปว่าเพื่อนคนนี้ชื่อเล่นว่าไฝ ที่ชื่อนี้ก็เพราะว่าเธอมีจุดเด่นคือไฝที่ใหญ่มาก (ใหญ่เกือบเท่าหัวแม่มือ) อยู่บนกลางหน้าผาก ไม่เจอกันกี่สิบปีมาเจอใหม่ก็คงจำได้เพราะไฝนี่แหละ
จริงๆแล้วตอนนี้เราก็ยังไม่ชินกับการเขียนนี่เท่าไหร่ ก็จะลองไปเรื่อยๆก็แล้วกัน
จนกว่าจะพบกันใหม่…
ปล ไฝของไฝไม่ได้ใหญ่เท่าหัวแม่มือหรอก แต่มันใหญ่จริงๆ
กระบี่
September 11th, 2005
ตอนนี้ได้รู้จักกันแล้วก็จะมาเล่าเรื่องที่ผมเพิ่งจะไปกระบี่มาแล้วกัน ผมไปจังหวัดกระบี่กับคุณแม่มา พอดีคุณแม่ต้องไปสัมมนาผมก็เลยติดไปเป็นเพื่อน อีกอย่างผมก็ไม่ได้เที่ยวเมืองไทยมานานแล้ว
วันแรก
พอไปถึงผมก็เข้าห้อง ส่วนคุณแม่ก็เข้าสัมมนา นั่งๆนอนๆไปได้สักพักก็เริ่มเบื่อ เลยเดินออกมาถ่ายรูปเล่นแถวๆที่พัก แล้วก็ได้รูปนี้มา
หลังจากนั้นพออากาศเริ่มร้อนผมก็เดินกลับไปที่ห้อง ไปนอนอ่านหนังสือ Dune : The Battle of Corrin ที่ค้างอ่านมานานมากจนจบ ตอนกลางวันก็ไปทานอาหารกับคุณแม่กับคนอื่นๆที่เข้าร่วมสัมมนา แล้วก็มีคนทักว่าหน้าผมเด็กมาก ไม่มีใครเชื่อว่าผมอายุเกิน ๒๐ นี่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่
พอตกเย็นก็ไปทานอาหารทะเลแถวๆอ่าวนาง

ทานข้าวเสร็จก็ไปเดินเล่นแถวอ่าวนางสักพัก พอย่อยอาหารจนได้ที่แล้วก็กลับที่พัก
วันที่สอง
วันนี้เป็นวันที่ตัดสินว่าอีกหนึ่งวันครึ่งที่เหลือจะได้ทำอะไรบ้าง หลังจากอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้ว ผม คุณแม่ กับ พี่ที่ทำงานที่เดียวกับคุณแม่ ออกไปทานขนมจีน เป็นขนมจีนที่แปลกเพราะเป็นขนมจีนน้ำยากับไก่ทอดที่ร้านโกจ้อยที่อ.เหนือคลอง นั่นเป็นหนึ่งในขนมจีนที่ผมคิดว่าอร่อยมาก
หลังจากทานเสร็จคุณแม่ก็ต้องเข้าสัมมนาต่อ ผมก็กลับห้องไปอ่านหนังสือเที่ยวกระบี่ของนายรอบรู้เพื่อหาที่เที่ยว แต่ในระหว่างนั้นเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ผมต้องลุกไปเข้าห้องน้ำถึง ๓ ครั้งใน ๓ ชั่วโมง ตอนแรกก็ไม่ได้คิดมากเพราะปกติก็เป็นคนที่ขับถ่ายดีอยู่แล้ว และก็ไม่ได้ปวดท้องอะไรด้วย พอเที่ยงก็ออกไปทานข้าวที่ร้านหนึ่งที่หนังสือแนะนำ ตอนนั้นเองที่เราเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมา พอทานเสร็จเลยกลับมาพักที่ห้อง ตอนนั้นก็ยังคิดอยู่ว่านอนสักพักคงจะดีขึ้น อีกเดี๋ยวก็ไปเที่ยวได้แล้ว ปรากฎว่าบ่ายนั้นทั้งบ่ายไม่ได้ออกไปไหนเลย เข้าห้องน้ำไปกี่รอบก็จำไม่ได้ แถมยังอาเจียนออกมาอีก เหนื่อยมากๆ ตอนเย็นก็ต้องทานข้าวต้มใส่เกลือที่โรงแรมน่ะแหละ คืนนั้นก็เริ่มดีขึ้นนิดหน่อยแต่ก็ยังเพลียๆอยู่
วันที่สาม
วันนี้ก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพราะต้องไปเข้าห้องน้ำ เมื่อคืนก็ได้มานั่งคิดว่ากินอะไรเข้าไปถึงได้แย่ขนาดนั้น จะเป็นที่ขนมจีนก็ไม่น่าใช่เพราะมันไม่น่าจะเร็วขนาดนั้น นึกไปนึกมาก็จำได้ว่าคืนก่อนสั่งน้ำส้มคั้นขึ้นมาทานก่อนนอน ดูเหมือนว่ามันจะไม่สดเท่าที่ควร แต่ก็ยังทานไปอีก แล้วมันก็เป็นอย่างเดียวที่ผมทานแล้วคนอื่นไม่ได้ทาน
พอสายๆก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นเยอะ เลยตัดสินใจออกไปข้างนอก เพื่อที่จะมาเล่าให้คนอื่นฟังได้ว่าได้ไปกระบี่ ก่อนกลับก็ไปเดินเล่นที่หาดนพรัตน์ ไปดูสุสานหอย แล้วก็บึ่งรถกลับไปที่สนามบินเพื่อที่จะเอารถเช่าไปคืน
กลายเป็นว่าทริปนี้เหนื่อยมากแต่ไม่ได้เหนื่อยเพราะเที่ยว!?
สิ่งที่ประทับใจที่สุดในทริปนี้คงเป็นที่คนแถวนั้น ที่ว่า “กระบี่เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก” นี้เห็นจะเป็นเรื่องจริง เดินไปไหนมาไหนผู้คนก็ยิ้มให้ ถามอะไรเขาก็ตอบอย่างเต็มใจ ถ้าเจอคนที่ได้พบกันแล้วอีก เค้าก็จะถามว่าเป็นไงบ้างเที่ยวมาสนุกมั้ย แตกต่างกับบรรยากาศในเมืองลิบลับ อยากจะฝากว่าบางทีคนกรุงอย่างเราๆก็น่าจะผ่อนคลายบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการมีน้ำใจให้กัน ให้อภัยกันหรือยิ้มให้กัน พูดกันดีๆไม่ใช่ทำหน้าเหมือนว่าเราเพิ่งจะไปลบหลู่บุพการีเค้ามาเวลาเราถามอะไร ผมคิดว่าถ้าพวกเราทำได้ ชีวิตเมืองกรุงก็จะน่าอยู่ขึ้นเยอะครับ
จนกว่าจะได้เขียนใหม่…
คุยกันก่อน
September 10th, 2005
ก่อนอื่นเราน่าจะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับ ชื่อนั้นสำคัญไฉนเพราะฉนั้นก็ไปเดากันเอาเองละกันครับ (ง่ายมาก) ผมก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่อยากจะมาเล่าเรื่องธรรมดาของตัวเองให้คนอื่นได้ฟัง ความรู้ด้านภาษาไทยของผมอยู่แค่ป.๖ ยังไงก็ช่วยๆแนะนำกันหน่อยก็แล้วกันครับ นี่นั่งจิ้มสำผัสมาได้แค่นี้ก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว
ตอนนี้ผมอายุ ๒๔ และกำลังทำงานด้านซอฟท์แวร์อยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งใน Pennsylvania แต่ต้องกลับมาคว้างอยู่ที่บ้านที่เมืองไทยเพราะต้องรอวีซ่าทำงานอยู่ ที่มาเขียนบล๊อกนี่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าคิดยังไง เพราะแต่ก่อนก็คิดว่ามันเป็นการเสียเวลาโดยไม่จำเป็น สงสัยกรรมจะตามสนองที่ไปว่าคนอื่นเค้ามาก
ถ้าอยากทราบอะไรเพิ่มเติมก็เขียนคอมเมนท์เข้ามาถามก็แล้วกันครับ