September 15th, 2005

วันนี้เราไปหาหมอฟันมา เป็นครั้งที่ห้าในรอบเดือน ครั้งแรกไปขูดหินปูนกับไปดูฟันซี่ที่อุดไว้แล้วหลุด ปรากฎว่าต้องรักษารากฟัน เลยต้องนัดหมออีกคนรักษารากวันถัดมา รักษารากไปอีกสามครั้ง สำหรับคนที่ไม่เคยรักษารากแต่อาจจะต้องไปรักษา ก็อยากจะบอกว่าไม่ต้องกลัวเจ็บหรอกครับ หมอเค้าจะใส่ยาชาไปเยอะมาก มากจนความรู้สึกหายไปครึ่งปาก ฉีดยาชาไปสี่ห้าครั้งเห็นจะได้ หลังจากรักษาราก หมอก็ส่งเรามาทำครอบฟัน เข้าไปหมอก็อธิบายว่าจะทำอะไรบ้าง เค้าก็บอกว่าต้องปักหมุด แล้วก็ใส่ที่ครอบฟัน ต้องนัดทั้งหมดอีกสามครั้ง ครั้งแรกปักหมุด แล้วหมอก็บอกว่าไอ้หมุดเนี่ยมันสี่พันบาท เราก็โอเค หมอก็พูดต่อว่าที่ครอบฟันก็จะแพงหน่อย ประมาณหมื่นสี่พันกว่าบาท เราก็แปลงเป็นดอลลาร์แล้วก็บอกตกลง พอแต่งฟันไปได้ซักพัก หมอบอกว่าฟันที่อยู่ข้างๆสองซี่ผุตรงซอกฟัน ต้องไปอุดก่อนที่จะนัดครอบครั้งต่อไป เราก็ต้องโอเคอยู่แล้ว จะทำไงได้ล่ะ สรุปแล้วกลับมาเมืองไทยครั้งนี้จะต้องหาหมอฟันถึงแปดครั้ง หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือโดนหมอฟันเงินไปแปดรอบ ลองคิดดูคร่าวๆก็ประมาณ

ขูดหินปูน ทำความสะอาด X-ray - พันกว่าๆ
รักษาราก - สองพันกว่าๆ x 2 + สี่พัน = เก้าพันกว่าๆ
ครอบฟัน - สองหมื่น + ค่าหมอ = สองหมื่นห้ามั้ง
อุดอีกสองซี่ - คงประมาณ สองพัน
รวมแล้วก็คงประมาณสี่หมื่นบาท

ครั้งนี้เราก็เลยจ่ายเงินเองทั้งๆที่คุณแม่ให้เงินมา ตอนนี้เราก็ทำงานหาเงินได้แล้ว แถมที่ผุก็ยังเป็นเพราะเราทำตัวเองอีก

เราลองคุยกับเพื่อนเราที่อเมริกาดู เค้าบอกว่าเค้าจ่ายไปพันสามร้อยเหรียญเพื่อที่จะทำเหมือนกันเนี่ย เรารองคิดดูแล้วก็ไม่ค่อยจะต่างกันเท่าไหร่เลย โดยเฉพาะถ้าเทียบกับค่าครองชีพและความแตกต่างของเงินเดือนแล้ว ค่าฟันที่ไนี่ก็ค่อนข้างแพงเลยที่เดียว ลองมาคิดดู ถ้าคนที่ไม่มีเงินจะทำอย่างไรดีล่ะ นี่คงจะเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม ลองนึกดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าอะไรๆแพงขึ้น (ในส่วนของปัจจัยสี่) จนคนจนๆไม่สามารถที่จะมีเงินจ่ายได้ เมื่อเวลานั้นมาถึง คงมีคนลึกขึ้นมาต่อต้าน ขโมยข้าวของ จนอาจจะถึงจลาจลเลยก็ได้

มันจะเกิดหรือไม่ก็เราไม่รู้หรอก ถ้าคนถูกกดดันมากจนทนไม่ไหว อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ ที่เขียนนี่ก็ไม่ได้คิดที่จะล่อเป้า แต่อยากให้เก็บไปคิดดู คิดแล้วจะทำอะไรต่อก็แล้วแต่นะครับ ถ้าใครมีอำนาจก็อาจจะลองแก้ไขให้มันดีขึ้นก็ได้ คนไทยเหมือนกัน ก็ช่วยกันนะครับ

จนกว่าจะได้ขีดๆเขียนๆใหม่