October 23rd, 2005

วันนี้เรามีเวลามานั่งอ่านหนังสือ The 7 Habits of Highly Effective People ของ Stephen Covey รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้จะถูกเขียนขึ้นมาร่วมสิบห้าปีแล้ว เป็นหนังสือประเภท Self-improvement ที่แนะนำ 7 ลักษณะนิสัยที่จะทำให้เป็นคนที่มีประสิทธิภาพ เราอยากอ่านมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสสักที จริงๆแล้วเราก็เคยอ่านหนังสือที่ลูกของคนแต่งคนนี้เขียนตอนเราอยู่ไฮสคูล หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า The 7 Habits of Highly Effective Teenagers ซึ่งก็พูดถึงนิสัยเจ็ดนิสัยเดียวกัน แต่เป็นการแนะนำเอาไปใช้สำหรับวัยรุ่นมากกว่า เราก็จำไม่ได้แล้วว่าเค้าเขียนว่าไงบ้าง

ที่เรามาอ่านหนังสือเล่มนี้ก็เพราะว่าเราอยากปรับปรุงตัวเอง เรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่ใจร้อน โมโหง่าย สมาธิสั้น อยากทำอะไรไปหมดแต่ก็ทำไม่เสร็จสักอย่าง เราก็เลยแอบหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น ถ้าไม่เพื่อตัวเราเอง อย่างน้อยก็เพื่อคนที่อยู่รอบข้างเรา

จบวันนี้เราก็อ่านจบไปหนึ่งนิสัย อ่านไปก็ได้มาสะท้อนให้เห็นว่าอะไรหลายๆอย่างที่คนเขียนกล่าวถึงนั้นเป็นจริงไปหมด และเป็นสิ่งที่ได้ประสบมาในชีวิตเรา นิสัยแรกคือการ Proactive ถ้าแปลตรงตัวก็คงจะแปลว่าการกระทำก่อน ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ก็หมายถึงการที่เราควรจะต้องควบคุมชีวิตและความรู้สึกของตนเอง เราสามารถที่จะ “เลือก” ได้ว่าเราจะตอบสนอง (response) ต่อสิ่งกระตุ้น (stimulus) อย่างไร ยกตัวอย่างเช่นคนอื่นไม่สามารถที่จะมาทำร้ายความรู้สึกเราได้ถ้าใจเราไม่อนุญาติ ถ้าลองได้คิดดูลึกๆแล้วก็จะเห็นได้ว่ามันเป็นความจริง การที่เราไปโกรธใครนั้นเป็นเพราะว่าเราเอาความที่เราไม่ชอบในสิ่งที่คนคนนั้นทำหรือพูดมาเป็นอารมณ์ ในทางกลับกันแทนที่เราจะไปคิดโทษคนนั้นเราลองนิ่งเสียหรือมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไป เราก็จะไม่ต้องมาทนทนอยู่กับอารมณ์ที่คอยกัดกินใจอยู่ หลายคนอาจจะคิดได้ว่านี่ก็เป็นหนึ่งในคำสอนของพุทธศาสนาเหมือนกัน เราก็เลยคิดขึ้นมาได้ถึงคำพูดของท่านพุทธทาสที่กล่าวว่า

“เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างเขาเถิด
จงเลือกเอา ส่วนดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
เรื่องไม่ดี อย่าไปรู้ ของเขาเลย
อันจะหา คนที่ดี แต่ส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว หาไป สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเอย
ฝึกจนเคย เห็นแต่ดี มีคุณจริง”

เอาล่ะกลับมาเข้าเรื่องของการ Proactive กันต่อ คนเขียนแนะนำว่าเราต้องเป็นผู้ที่จะกระทำ หรือไม่ก็ตกเป็นผู้ถูกกระทำ ถึงตรงนี้ก็อยากจะชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการคิดในแง่ดี (Positive thinking) กับ การกระทำก่อน (Proactive) อันที่สองนี่คือการยอมรับในความจริงและรับรู้ในความจริงที่ว่าเราสามารถที่จะ “เลือก” ที่จะตอบสนองในทางบวกได้ ส่วนอันแรกก็คือการมองปัญหาในแง่ดีแต่เราอาจจะปลงว่าเราทำอะไรกับปัญหานั้นไม่ได้ เพราะว่ามันถูกกำหนดมาให้เป็นเช่นนั้น อ่านตอนแรกๆอาจจะงง แต่ลองอ่านดูสักสองสามรอบก็แล้วกัน หนังสือไม่ได้สอนแค่ให้เราคิดในแง่ดี แต่สอนให้เราคิดว่าเราเลือกได้ว่าจะคิดหรือทำอย่างไรกับปัญหา

ลองนึกถึงวงกลมอันนึง (เซ็ท) แล้วเรียกวงกลมนี้ว่าวงกลมปัญหา ทุกอย่างที่อยู่ในวงกลมนี้คือสิ่งที่เราคิดถึงหรือกังวล ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องครอบครัว เรื่องเพื่อน เรื่องที่ทำงาน หรือแม้แต่เรื่องสิ่งแวดล้อม ส่วนที่อยู่ข้างนอกวงกลมคือสิ่งที่เราไม่สนใจ จากนั้นลองวาดวงกลมอีกวงหนึ่งอยู่ข้างในวงกลมแรก แล้วเรียกวงกลมนี้ว่าวงกลมอิทธิพล ทุกสิ่งในวงกลมนี้คือสิ่งที่เราสามารถทำอะไรได้ สำหรับคนที่กระทำก่อนแล้ว เค้าเหล่านั้นจะทำสิ่งที่อยู่ในวงกลมที่อยู่ข้างใน ซึ่งเป็นสิ่งที่เค้าควบคุมได้และมีพลังการกระทำเป็นบวก ซึ่งจะทำให้วงกลมอิทธิพลนี้ใหญ่ขึ้น สำหรับคนที่คอยตอบรับอย่างเดียว (reactive) จะมุ่งกระทำในส่วนนอกของวงกลมอิทธิพล ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมไม่ได้ คนพวกนี้จึงพยายามที่จะแก้ปัญหาโดยการโทษคนอื่นหรือสิ่งที่อยู่รอบๆตัว การกระทำนี้บวกกับการที่เค้าไม่ได้มุ่งที่จะแก้ปํญหาตรงจุดที่เค้าทำได้ทำให้วงกลมอิทธิพลของพวกเขาเล็กลง

หนังสือแนะนำให้ลองสัญญากับตัวเองแล้วผู้อื่นในสิ่งที่เราจะทำ การที่เราสามารถที่จะรักษาสัญญานั้นได้ก็เหมือนกับเป็นสิ่งบ่งบอกว่าเราได้เริ่มที่จะเริ่มกระทำก่อนแล้ว เมื่อเราสามารถรักษาสัญญาในสิ่งเล็กๆนั้นได้ เราก็จะเริ่มมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และการควบคุมตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เรากล้าที่จะรับผิดชอบในชีวิตของตัวเองได้

อ่านมาจนจบบทนี้แล้วทำให้เราคิดว่าเรายังไม่มีความรับผิดชอบตัวเราเพียงพอ แต่เราก็คิดที่จะให้วันนี้เป็นวันแรก เป็นวันเริ่มต้นของการพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งเพื่อตัวเราเองและคนรอบๆตัวเรา ไว้ถ้าอ่านนิสัยถัดไปแล้วมีโอกาส ก็จะมาเล่าให้ฟังต่อไป

จนกว่าจะถึงบทต่อไป…

UPDATE:
ก่อนกลับมาเมกาเราไปเจอเล่มแปล รู้สึกว่าไอ้วงกลมที่ว่าเนี่ย เค้าใช้คำว่าขอบเขต ฟังแล้วดูดีกว่าเยอะเลย ต้องไปฝึกภาษาไทยมาใหม่แล้ว หุๆ