ไม่อยากให้เดือนนี้ต้องหมดไป…
February 28th, 2006
รู้สึกว่า magic ของเดือนนี้จะไม่หมดลงไปง่ายๆถึงแม้ว่าจะมาถึงวันสุดท้ายของเดือนแล้วก็ตาม เมื่อคืนต้องอยู่ทำงานดึก กว่าจะได้กลับบ้านก็เกือบตีสอง พอเข้าบ้านสายตาก็เหลือบไปเจอจดหมายซองเล็กๆวางอยู่บนโต๊ะที่ประตูเป็นจดหมายจาก Penn State เดิมทีก็คิดไว้อยู่แล้วว่าเค้าคงจะตอบมาประมาณนี้แหละ พอตั้งสติได้ก็เปืดซองออกดู คำแรกที่เห็นคือคำว่า congratulations เราก็ดีใจขึ้นมานิดๆ โอ้มันรับเราแล้วหรือนี่ แปลกใจตัวเองนิดหน่อยที่ไม่ค่อยรู้สึกดีใจเท่าตอนที่ได้จาก Michigan อันดับก็ต่างกันอยู่แค่อันดับเดียว (Michigan อันดับ 2, Penn State อันดับ 3) คงอาจจะเป็นเพราะว่าเรามั่นใจค่อนข้างมากว่าจะเข้าที่ Penn State ได้อยู่แล้ว (ก็ Alma Mater เรานี่นา) ตอนนี้ก็เหลืออีกห้าที่ที่สมัครไปและยังรอผลอยู่ ที่เหลือคือ Stanford, Carnegie Mellon, Cornell, North Carolina, กับ Northwestern ที่อยากรู้จริงๆแล้วก็มีอยู่แค่สองที่คือที่ Stanford กับ Carnegie Mellon ถ้าเราได้สองที่นั้นคงต้องนอนเท้าก่ายหน้าผากไปพักใหญ่ๆเพื่อจะคิดว่าจะไปที่ไหนดี สองที่นั้นอาจจะเข้ายาก แค่ยังไงก็เราก็ยังเราก็จะยังมองโลกในแง่ดีอยู่ เข้าได้อยู่แล้วเนอะ
อยากให้เดือนหน้าและเดือนต่อๆไปเป็นเหมือนเดือนนี้จัง…
Angels & Demons
February 22nd, 2006
ตอนนี้กำลังง่วงอย่างแรง เมื่อสองวันก่อนหยิบหนังสือ Angels & Demons (Illustrated) ที่หน่อยให้มามาเริ่มอ่าน อ่านไปได้ไม่กี่หน้าก็รู้ตัวว่าคงจะไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นไปอีกสักพัก วันแรกก็นั่งอ่านไปจนถึงตีสอง มันวางไม่ลงจริงๆ พอมาถึงเมื่อคืนก็นั่งอ่านจนจบ กว่าจะจบก็โน่นตีห้าเศษ กว่าจะลุกมาทำงานตอนเช้านี้ได้ก็ทำเอานาฬิกาเหนื่อยไปตามๆกัน นานๆทีถึงจะได้อ่านหนังสือสนุกๆอย่างนั้ สงสัยคืนนี้จะต้องไปเริ่มอ่าน The Da Vinci Code กันต่อ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปนอนล่ะเนี่ย สงสารเซลล์สมองแต่ก็อยากอ่านอ่ะ
ไปทานข้าวเที่ยงดีกว่า…
นิวยอร์คซิตี้ (ต่อ)
February 21st, 2006
นั่งทำงานอยู่แล้วรู้สึกเบื่อๆ เลยแอบมานั่งเขียนเล่น เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่ายังเขียนเรื่องที่ไปนิวยอร์คมายังไม่จบ จริงๆแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรมาก แค่ไปทานข้าว พอดีว่าอยากทานติ่มซำเลยให้พี่ยศบอกทางไปร้านที่เค้าบอกว่าอร่อย สุดท้ายก็ต้องพึ่งเจ้าเครื่อง GPS เหมือนเดิม พอเจอถนนที่ร้านอยู่ก็เริ่มมองหาที่จอดรถกัน วนไปวนมาได้สักพักก็เจอป้ายที่ทางไปที่จอดรถ เราก็ตามป้ายไปเรื่อยๆจนเจอ พอเลี้ยวเข้าไปก็เจอป้ายราคาอันเบ้อเริ่มบอกว่าค่าจอดชั่วโมงแรก 17 เหรียญเศษ เราก็เออโอเค พอมองต่อก็เจอว่าสองชั่วโมงมันเกือบจะสามสิบเหรียญ อึ้งนิดหน่อยแต่ไหนๆก็เข้ามาแล้วก็จอดละกัน ร้านที่ไปทานนี้ก็ใหญ่มาก ไปถึงกันตอนเที่ยงคนเต็มร้านหมด โต๊ะที่นั่นจะเป็นโต๊ะกลมซะส่วนใหญ่นั่งได้ประมาณแปดถึงสิบที่ พอตนเยอะโต๊ะไม่พอเค้าก็จับคนกลุ่มอื่นมานั่งโต๊ะเดียวกัน การเก็บโต๊ะที่นี่ก็ทำได้ efficient มากๆ พอกลุ่มนึงออกไปปุ๊บก็เก็บทันทีแล้วเอาจานกับตะเกียบชุดใหม่มาวางเสร็จภายในสามสิบวินาที อีกแผลบเดียวก็มีกลุ่มอื่นมานั่ง โอ้พระเจ้าพวกนี้มันไปเรียน operations research กันมาหรือไง อาหารก็อร่อยและหลากหลายพอควร เกือบจะคุ้มกับค่าที่จอดรถแน่ะ ราคาอาหารสองคนรวมกันก็สามสิบเหรียญ ดูแล้วก็ไม่แพงเท่าไหร่เพราะกินกันเยอะเหลือเกิน พอเดินออกมาจากร้านได้นิดนึง (อีกทางจากที่เดินเมา) ก็มาเจอที่จอดรถอีกที่ มองราคาแล้วก็อึ้งเพราะว่ามันแค่ $15 ต่อวัน อะไรฟะราคามันจะต่างกันได้ขนาดนี้เลยเรอะ รู้สึกเหมือนโดนหลอกแต่ก็เอาเถอะยังไงก็ได้กินอาหารอร่อย พอมาถึงที่จอดแล้วยื่นใบรับรถให้ พนักงานมันก็บอกว่ายี่สิบเก้าเหรียญหรือไงเนี่ยแหละ เราก็เบลอๆก็เอาเตังค์ให้มันไป เสร็จแล้วก็มองๆป้ายราคาว่ามันถึงได้ยังไงจอดไปชั่วโมงครึ่งมันก็แค่ยี่สิบต้นๆ พอไปถามมัน มันก็ชี้ให้ดูว่ามันต้องบวกภาษีเข้าไป เราก็เออๆโอเคแต่ก็คิดยังไงๆมันก็ยังไม่ถึงอยู่ดี พอดีพี่ยศเห็นว่ามันบวกทิปเข้าไปแล้ว มันยังมีหน้าจะมาวางกล่องทิปไว้อีก ส้งตีงโคตรๆ
พอออกมาได้ก็หาทางออกจากเกาะแมนแฮตตันกันอีกร่วมชั่วโมง ตอนแรกว่าจะออกไปทางฮอลแลนด์ทันเนลแต่เจอรถติดแบบสุดๆเลยต้องวกไปออกทางลิงคอล์นทีนเนลแทน กลับมาถึงบ้านก็หกโมงพอดี สรุปว่าทั้งวันขับรถไปเก้าชั่วโมงเห็นจะได้
จบ
นิวยอร์คซิตี้ - JFK
February 18th, 2006
วันนี้ไปนิวยอร์คซิตี้มาเพราะต้องไปส่งคุณแม่ขึ้นเครื่องที่สนามบิน JFK ต้องแหกขี้ตาตื่นกันแต่เช้าออกจากบ้านกันตั้งแต่ีตีสี่ กว่าจะภึงสนามบินก็แปดโมงครึ่ง มีเรื่องให้เสียวกันเล็กน้อยก็เพราำะน้ำมันจะหมดไม่หมดแหล่ เท่าที่ลองมองๆดูก่อนออกจากบ้านก็คิดว่าน่าจะไปได้ถึงนิวยอร์ค เลยกะว่าจะไปเติมแถวนิวเจอร์ซี่ก่อนเข้านิวยอร์ค พอถึงแถวนั้นก็ดูว่าน่าจะไปเติมในนิวยอร์คได้ จริงๆก็เล็งไว้แล้วว่าน่าจะไปได้ถึง JFK พอเข้านิวยอร์คก็หลงนิดหน่อยเพราะโดนเครื่อง GPS หลอก พอดีมีพี่ยศนั่งมาด้วยเลยได้คนดูแผนที่ให้ ปรากฎว่าทา่งที่ผ่านไปไม่มีปั๊มเลย พอดีว่าไอ้เจ้่า GPS เนี่ยมันบอกเราได้ว่าจะถึงประมาณเมื่อไหร่เลยกะน้ำมัีนได้ ตอนนั้นเจ้า GPS มันบอกว่าอีกเจ็ดไมล์จะถึงส่วนรถเราบอกว่าขับไปได้อีก 20 ไมล์ เราก็คิดว่าเอาวะเป็นไงเป็นกันยังไงก็ต้องเอาคุณเม่ขึ้นเครื่องให้ได้ก่อน พอไปถึงก็เหลือน้ำมันวิ่งได้อีกประมาณ 15 ไมล์ เข้าไปนั่งทานเข้าเช้ากับคุณแม่ได้สักพักก็ล่ำลากัน ก่อนออกก็เช็ึึคดูว่ามีน้ำมันแึถวไหนบ้าง ไอ้ GPS มันบอกว่าที่ใกล้ที่สุดอยู่้ห่างไป 2 ไมล์ เราก็คิดว่าไงๆก็ถึงชัวร์ พอออกมาปรากฎว่าขึ้นวงแหวนไปผิดทางต้องวิ่งเพิ่มอีกไมล์เศษ พอเหลืออีก 1.7 ไมล์รถมันก็บอกว่าวิ่งไปได้อีแค่ 5 ไมล์ ไอ้ถนนนั้นมีไฟแดงอยู่ทุกๆห้าเมตรเห็นจะได้ แล้วเราก็ดันต้องไปติดไฟแดงตลอดอีกต่างหาก พอเหลืออีก 0.7 ไมล์รถก็บอกว่าจะวิ่งไปได้อีก 0 ไมล์ เราก็เริ่มจะกังวลว่ามันจะดับเมื่อไหร่ฟะเนี่ย เอาล่ะวิ่งขวาไว้ก่อนดีกว่าเผื่อดับ และแล้ว เรากับพี่ยศก็เห็นปั์มน้ำมันอยู่ลิบๆ เรากะพี่ยศก็คิดออกมาดังๆ จะถึงมั้ยวะเนี่ย??? ปรากฎว่าถึงแฮะ แต่น้ำมันมันแพงเลยเติมไปครึ่งเดียว :p
ง่วงแล้วอ้ะ ไปนอนก่อนแล้วกัน การผจญภัยของหนุ่มบ้านนอกยังไม่จบ ไว้ค่อยมาติดตา่มตอนต่อไปนะเด้อ
ช็อกซีนีม่า
February 9th, 2006
จริงๆแล้วมันก็ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่ตอนนี้เราจะตกใจง่ายเวลามีอีเมล์มาจากมหาลัยที่มีหัวเรื่อง “Application” เห็นทีไรใจเต้นทุกทีเพราะจะคิดว่าเป็นจดหมายตอบว่าเค้ารับเข้าเรียนหรือเปล่า พอเปิดอ่านไปก็กลายเป็นจดหมายมาบอกว่าเอกสารครบแล้วเฉยๆ แต่วันนี้เจอแบบนี้มาสองอันเลยเกือบหัวใจวายตาย เฮ้อ เหนื่อยเหมือนกันนิ
ใครว่ากรรมไม่มีจริง?
February 6th, 2006
วันนี้ไปเจอวีดีโอบน CNN เป็นข่าวเด็กคนนึงช่วยชีวิตพยาบาลที่สำลักอาหารโดยวิธี Heimlich maneuver เรื่องมันเป็นข่าวขึ้นมาก็เพราะว่าพยาบาลคนนี้เคยช่วยชีวิตเด็กคนนั้นไว้เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ใครว่ากรรมไม่มีจริง? ว่าจะเอาลิงค์มาลงแต่รู้สึกจะทำเป็นไดเร็กลิงค์ไม่ได้ เอาหน้า CNN Video ไปแล้วไปกดเอาเองแล้วกันเน้อ
Talking about life…
February 4th, 2006
Originally, I intended to keep this blog entirely in Thai, but I have decided to change my mind.. at least for this one post. This post is for a very good friend of mind, who was let go from the company. You know who you are.. and this is for you…
You had your beliefs, and you stood behind them and your decisions. You were able to pull off the impossible that nobody was able to do. You worked with little resources that was available to you, and you managed to take it to the end. Even though some people pretended to ignore that fact, you know in your heart what you had accomplished, and that is all that matters. You had taken your tasks more seriously than anyone that I know. You went above… and beyond… You had earned my greatest respect.. not only as my boss, but also as a friend.. a very close friend.. I want to let you know that it was a great honor to work with you and to personally know you… I am thankful.. for having you as a boss, a coworker, and even more importantly, a friend… Keep moving on.. great things happen to those who believe in themselves and work hard for their beliefs… and you are one of those..
And remember, whatever goes around… comes around..
เรื่องของชีวิต
February 4th, 2006
วันนี้เพื่อนสนิทที่ทำงานโดนให้ออก เหตุผลก็เป็นเรื่องของการเมืองในที่ทำงาน (งี่เง่ามากๆ โคตรอยากโดดถีบใครบางคน) วันนี้เรากับเพื่อนอีกสี่คนเลยโดดงานไปอยู่กับคนที่โดนให้ออก ดื่มกันตั้งแต่บ่ายจนดึก อย่างน้อยๆก็คงจะทำให้เราตัดสินใจไปเรียนต่อได้ง่ายขึ้นเยอะ